วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Tibetan mastiffs



ประวัติสุนัขสายพันธ์ทิเบตัน

     ทิเบตัน มาสทิฟฟ์...มันเป็นสุนัขสายพันธุ์โบราณ มีถิ่นอาศัยอยู่ทิเบต หรือ บริเวณเอเชียกลางไปถึงประ-เทศอินเดีย มีชื่อเรียกเฉพาะในภาษาท้องถิ่นว่า Do-khyi ซึ่งแปลว่า สุนัขที่ต้องถูกผูกไว้ (tied dog) เพื่อความปลอดภัยของบุคคลภายนอก เนื่องจาก อุปนิสัยที่หวงถิ่นฐานและดุร้ายมาก

รูปร่างลักษณะมีขนาดและน้ำหนักใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกไว้ สูงกว่า 80 เซนติเมตร หนักมากกว่า 110 กิโลกรัม ขนาดความสูงตัวมาตรฐาน 61-72 เซนติเมตร ขนสองชั้นและยาว เพื่อป้องกันความหนาวเย็น พวกมันเป็น 1 ในสายพันธุ์สุนัขที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก มาร์โคโปโล (Marco Polo)

เคยบันทึกการพบเห็นสุนัขพันธุ์นี้ไว้ว่า “พวกมันสูงเท่าลา และมีเสียงดังดุจสิงโต” เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ สุนัขดุร้ายที่สุดในโลก...ในสมัยอดีตบุคคลประวัติศาสตร์ที่เคยครอบครองสุนัขพันธุ์นี้เป็นเจ้าของ ได้แก่ สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร และยังเป็นสุนัขคู่กายของ เจง กีส ข่าน ขุนศึกแห่งมองโกเลีย ตลอดเวลาที่ออกศึกสงครามเพื่อไล่ล่าศัตรู...
ชาวทิเบต...ในเวลาที่นำจามรีและแกะไปเลี้ยงในทุ่งกว้าง จะพา...ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ไปด้วยทุกครั้ง มักกล่าวชื่นชมพวกมันว่า...กล้าหาญ และ แข็งแกร่ง มีรูปร่างและ พลังมหาศาลจนสามารถต่อสู้กับหมี หรือ เสือ ที่บุกเข้ามากินฝูงสัตว์ที่มันดูแลได้ทีเดียว

ปัจจุบัน  ประเทศจีนห้ามส่งออกทิเบตัน มาสทิฟฟ์ และประกาศให้เป็น สัตว์สงวนของชาติ ส่วนที่ ประเทศอังกฤษ มีสุนัขพันธุ์นี้อยู่ ประมาณ 300 ตัว โดยที่ลูกสุนัขแต่ละตัวขายราคาประมาณ 850-1,000 ปอนด์ หรือ ประมาณ 41,000-48,000 บาท

เศรษฐีชาวจีน มักนิยมหามาไว้ในครอบครอง...เนื่องจากมันเป็นสุนัขที่แสดงถึงความร่ำรวย ส่วนลูกสุนัขขายในราคาราว 5 หมื่นบาท...สำหรับ ประเทศไทย ปัจจุบันมีคนเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ไม่ถึง 20 ราย สนน ราคาขายกันที่ 1 แสนบาท หรือ สูงถึง 1 ล้านบาท...
ผู้เพาะพันธุ์เจ้า Big Splash บอกว่า มันเป็นตัวอย่างของสุนัขสายพันธุ์ทิเบตัน มาสทิฟฟ์อย่างดี และค่าตัวมหาศาลของมันในวัย 11 เดือน


ลักษณะของสุนัขสายพันธ์ทิเบตัน
- สุนัข ที่ไม่กลัวเสือ! 
- มันเป็นสุนัขสายพันธุ์โบราณ 
- ถิ่นที่อยู่ บริเวณเอซียกลาง และอินเดีย 
- มีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า Do-khyi ซึ่งแปลว่า สุนัขที่ต้องถูกผูกไว้ ( tied dog) เนื่องจากอุปนิสัยที่หวงถิ่นฐานและดุร้าย   จึงต้องผูกไว้เพื่อความปลอดภัยของบุคคลภายนอก
- ขนาดและน้ำหนักใหญ่ที่สุดที่เคยมีบันทึกไว้ สูงกว่า 80 เซ็นติเมตร หนักกว่า 110 กิโลกรัม 
- ขนาดความสูงตัวมาตรฐาน 61 - 72 เซ็นติเมตร 
- น้ำหนักตัวมาตรฐาน 45 - 72 กิโลกรัม 
- มีลักษณะขนสองชั้น และยาว เพื่อป้องกันความหนาวเย็น 
- พวกมันเป็น ในสายพันธุ์สุนัข ที่ ตัวใหญ่ที่ในโลก สายพันธุ์หนึ่ง ด้วยส่วนสูงมากสุดกว่า 80 เซ็นติเมตร หนักกว่า 110 กิโลกรัม 
- มาร์โคโปโล( Marco Polo ) เคยบันทึกการพบเห็นสุนัขพันธุ์นี้ไว้ว่า " พวกมันสูงเท่าลา และมีเสียงดังดุจสิงโต " 
- พวกมันเป็น ในสายพันธุ์สุนัข ที่ หายากที่สุดในโลก สายพันธุ์หนึ่ง คาดการว่ามีสายพันธุ์แท้หลงเหลืออยู่เพียง ประมาณ 100 ตัวเท่านั้น 

ข้อจำกัดของสุนัขทิเบตัน มาทิฟฟ์


        สามารถผสมพันธุ์ได้ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น คือช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน ก่อนหน้าช่วงฤดูผสมพันธุ์เขาจะผลัดขนเพื่อเตรียมพร้อมปีละครั้ง หน้าตาก็จะคล้ายๆ ร็อตไวเลอร์ขนยาวเลยค่ะ

ข้อดีอย่างหนึ่งของสุนัทสายพันธ์นี้

         คือ น้ำลายไม่ไหลเยิ้มย้อยเหมือนเซนต์เบอร์นาร์ด หรือเกรดเดน นอกจากจะเห่าเมื่อเจอคนแปลกหน้าแบบไม่หยุดแล้ว น้ำลายจะเหนียวบ้างเหมือนคนพูดมากนั่นเอง


ผู้เลี้ยงที่เหมาะสมกับสุนัขทิเบตัน มาสทิฟฟ์

     เหมาะสำหรับคนรวย ที่สามารถมีเงินทุ่มจ่ายซื้อได้ในราคาเป็นแสนเป็นล้าน เป็นสุนัขที่สามารถบ่งบอกฐานะของผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี เวลาไปไหน หากจูงทิเบตัน มาสทิฟฟ์ คำนึงไว้เลยว่าเค้าไฮโซ... ดาราบางคนก็เลี้ยงเหมือนกัน

    อย่างข่าวล่าสุด สุนัขทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ของดาราใหญ่ไปขย้ำกัดหน้าดาราตัวประกอบขั้นเสียโฉม เย็บกว่า  31 เข็ม มีบาดแผลถูกกัดถึง 11 แผล แต่ทางดาราใหญ่ก็ยอมรับความรับผิดชอบนั้น และยินดีหากต้องการรับเข้าศัลยกรรมก็จะยอมจ่ายให้ไม่อั้นค่ะ

Pitbull



ประวัติของสุนัขสายพันธ์พิทบลู

     มาตราฐานความเป็นมาของสายพันธ์อเมริกัน พิทบลู เทอรเรีย บรรพบุรุษของสุนัขอเมริกันพิทบลู นั้น สืบทอดเชื้อสายมาจาก IRISH และ ENGLISH PIT FIGHTING DOG ซึ่งถูกนำเข้า USA ตอนกลางศตวรรษที่ 19 ในอเมริกาสุนัขพันธ์นี้ นอกจากใช้สำหรับสู้กันแล้ว มันยังถูกนำมาใช้ในงานด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ใช้สำหรับต้อนฝูงหมูป่า และวัวควาย ใช้เป็นสุนัขยาม สุนัขนี้ในยุคแรก ๆ จะมีขนาดเล็ก ประมาณ 15-25 ปอนด์ จนกระทั่งในประมาณกลางศตวรรษที่ 19 ในอเมริกาสามารถผสมพันธ์ได้ขนาดที่มากกว่า 50 ปอนด์ แต่ยังเป็นส่วนน้อย จากปี 1990 ถึง 1975 หรือต่อจากนั้น ขนาดของสุนัขจะใหญ่มากขึ้น โดยที่ความสามารถอื่น ๆ ไม่ได้ลดลง แต่ก็ยังมีเป็นจำนวนน้อยมาก สุนัขในปัจจุบันส่วนใหญ่ ไม่ได้มุ่งพัฒนาที่ประสิทธิภาพเหมือนในยุคแรก ๆ ซึ่งในยุคแรกๆ สุนัขในยุคแรกจะวัดคุณค่าได้เพียงอย่างเดียว จากการทดสอบเท่านั้น ปัจจุบันนี้มักจะมีคำกล่าวเป็นสัจจธรรมว่าใหญ่กว่าก็ย่อมดีกว่า ในอเมริกา เข้ามาแทนที่ การวัดผลสุนัขในวิธีดั้งเดิมและผู้เพาะพันธ์สุนัขส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย มาตราฐานในปัจจุบันจึงมีขนาดสูงกว่าเดิมประมาณ 3 นิ้ว และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว ดู ตลอดศตวรรษที่ 19 นี้ผู้คนยังเรียกชื่อสุนัขพิทบลู แตกต่างกันออกไปเช่น 1 PIT TERRIERS 2 PIT BULL TERRIERS 3 HALF AND HALF 4 STAFFORD SHIRE FIGHTING DOG 5 OLD FAMILY DOGS (ไอริส) 6 YANKEE TERRIERS (NORTHERN NAME) 7 REBEL TERRIERS (SOUTHERN NAME) UKC ได้ก่อตั้งในปี 1898โดย MR. CHAUNCY BENNET โดยวัตถุประสงค์เพื่อรับจดทะเบียนสุนัขอเมริกันพิทบลู เพียงอย่างเดียว และหลังจากนั้น ก็เริ่มรับจดทะเบียนสุนัขพันธ์อื่น ๆ



มาตรฐานสายพันธ์สุนัขพิทบลู

ขนาด

สำหรับเพศเมีย 40-70 ปอนด์ สำหรับเพศผู้แต่ถ้ามีน้ำหนักถึง 80 ปอนด์ ก็ไม่ผิดมาตราฐานหากได้สัดส่วน มองดูแล้วสง่าสมส่วน ดูบึกบึน แต่ทว่า พิทบูล ที่มีน้ำหนักถึง 80 ปอนด์ นี้มีไม่มากนัก
ศรีษะ

สุนัขพันธุ์อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรียลักษณะดีๆ จะต้องมีศรีษะลักษณะเหมือนลิ่ม ที่มีปลายแหลม คือด้านระหว่างตากับตอนบนสุดของศรีษะจะเป็น รูปสี่เหลี่ยม แล้วค่อยๆมนแหลมลงมาบริเวณจมูก 
ฟันขากรรไกรแข็งแรง มีลักษณะฟันแบบขบกรรไกร 
ปากปากกว้างและลึก โดยมีความเรียวเล็กน้อยที่ปลายจมูก และลาดลงเล็กน้อยใต้ตา ความยาวของปากสั้นกว่าความยาวของกะโหลก เส้นบนของปากเป็นเส้นตรง ส่วนกรามล่างนั้นจะกว้างและลึก ริมฝีปากสะอาดและตึง
ตามีขนาดปานกลาง กลมเป็นทรงอัลมอนด์ ตาเป็นประกาย สามารถมีสีไหนก็ได้ ยกเว้นสีฟ้าหรือตา 2 สี ถือว่าเป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรง 
หูหูมีขนาดปานกลางพับลง ปกติจะตัดขลิบใบหูให้ตั้งขึ้น 
จมูกบริเวณจมูกของสุนัขพันธุ์ อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย ที่ดีนั้น ควรจะมีขนาดปากปานกลางและจะต้อง มีรอยเว้าหรือดั้งพอประมาณ
คอเพราะความที่มีสายเลือดของนักสู้เต็มตัว พิทบูล เทอร์เรีย จึงควรจะมีลำคอที่ขนาดปานกลาง หากลำคอสั้นจะทำให้เสีย เปรียบในการต่อสู้ เพราะขาดความยืดหยุ่นที่ดี
อกเพราะความที่เป็นสุนัขนักสู้ที่แข็งแกร่ง หน้าอกจึงถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย จะต้องมีหน้าอกที่ลึกและกว้าง แสดงถึงความมีพลังซ่อนเล้น
ลำตัวลำตัวใหญ่ กว้าง กลมและลึกลงมาตลอดลำตัวจนถึงบริเวณอก ซึ่งพื้นที่สำหรับหัวใจและปอด ความกว้างของช่วงอกควรมีสัดส่วนที่พอดีกับความลึก ไม่ควรมีความกว้างมากกว่าความลึก ช่วงอกหน้าไม่ควรขยายมากเกินกว่าหัวไหล่ซี่โครงแผ่ขยายจากกระดูกสันหลัง ช่วงท้องสั้น โค้งเล็กน้อยไปถึงส่วนบนของตะโพก ตะโพกลาดลงเล็กน้อย
เอว-
ขาหน้ากระดูกหัวไหล่นี้จะมีความยาวเกือบเท่ากับความยาวของกระดูกขาท่อนบน และกระดูกจะต้องอยู่ในมุมได้อย่างถูกต้อง ขาหน้าแข็งแรง และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ข้อศอกอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับลำตัว เมื่อมองจากด้านหน้า ตำแหน่งของขาหน้าจะกว้างออกได้อย่างชัดเจน และตั้งฉากกับพื้นดิน กระดูกที่ติดกับกระดูกขาท่อนล่างของขาหน้านั้นจะสั้น แข็งแรง ตั้งตรง และมีความยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี เมื่อมองจากด้านข้าง กระดูกที่ติดกับกระดูกขาท่อนล่างของขาหน้านี้เกือบจะตั้งตรง 
ขาหลังสะโพกมีสัดส่วนดี กว้าง และ หนาทั้งสองด้าน กระดูกและกล้ามเนื้อช่วงหลังสมดุลกับช่วงหน้า ขาท่อนบนหนาได้รูป เห็นกล้ามเนื้อชัดเจน อุ้งเท้าหลังอยู่ในตำแหน่งดี ตั้งฉากกับพื้น เมื่อมองจากด้านหลัง อุ้งเท้าหลังตรงเป็นรูปขนาน
หาง


อันนี้แล้วแต่คนชอบ ไม่มีมาตราฐานบังคับว่าจะต้องตัดหางให้สั้นหรือไม่ เหมือนหูนั่นแหละจะขลิปปลายทั้งสองหรือไม่ก็ได้ ความสูง อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย ควรจะมีความสูงประมาณ 17-18 นิ้ว สำหรับเพศเมีย และความสูงประมาณ 18-19 นิ้ว สำหรับเพศผู้
ขนขนมีลักษณะเป็นเส้นตรง สั้น เรียบติดตัว เป็นเงางาม เรียบ ละเอียด และการจัดวางของเส้นขนจะหยาบเพียงพอสำหรับที่จะป้องกันผิวหนังได้
สีขนสามารถมีสีได้หลากหลายจากสีครีมไปจนถึงสีดำ หรือเฉดสีน้ำตาลแกมเหลืองและสีแดง ลายเสือรูปแบบของลายหลายๆเฉดสี 



การดูแลสุนัขพันธ์พิทบลู

     เคล็ดลับการเลี้ยงคือหากสุนัขทำผิด ก็ควรรีบนำตัวเข้ากรงทันที เป็นการลงโทษ เพื่อให้มันได้คิดว่า สิ่งที่มันทำนั้น เป็นความผิด และในระหว่างที่กำลังเจริญเติบโต ต้องฝึกมันเข้าสังคม พาจูงไปเดินสวนสาธารณะ ให้รู้จักคนเยอะๆ และพยายามให้สุนัขแยกออกด้วยตัวเองว่า ใครคือมิตร และใครคือศัตรู เวลาหลุดออกจากเชือกหรือกรง หากจะกัดจะได้กัดถูกคน ส่วนการให้อาหารต้องใส่จาน และต้องฝึกไม่ให้กินอาหารที่พื้น ป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดี โยนอาหารปนยาพิษให้กิน
   
     ส่วนโรคที่ต้องระวังในสุนัขพันธุ์นี้ก็คือ โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้กับสุนัขแทบทุกสายพันธุ์ ไม่เว้นแม้แต่อเมริกันพิทบูลเทอร์เรีย สาเหตุจากเชื้อไวรัส Canine Distemper virus หรือ CDV RNA Virus Paramyxovirus การติดต่อ สามารถติดต่อทางระบบหายใจ จะติดทางน้ำมูก ขี้ตา น้ำลาย โดยหายใจเข้าไปหรือ หรือจากการสัมผัสอาการของโรค ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน อาการที่ปรากฎหลังได้รับเชื้อ จะมีไข้สูง เบื่ออาหาร เยื่อตาอักเสบ อาการดังกล่าวจะหายไปและจะกลับมา โดยสุนัขจะซึม เบื่ออาหาร จมูกแห้ง มีน้ำมูกและขี้ตาขุ่นเป็นหนอง ไอ คล้ายอาการของหวัด ปอดบวม อาเจียน ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ขาหลังเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด แต่ถ้ารักษาได้ไม่เสียชีวิต สุนัขก็จะเป็นโรคนี้แบบเรื้อรัง ฝ่าเท้าจะหนา ผอม ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและมักจะตายในเวลาต่อมา แต่ในสุนัขบางตัวที่ไม่ตาย จะใช้เวลารักษาหรือพักฟื้นนาน

     การป้องกันขั้นแรกคือการได้รับวัคซีนป้องกัน และวัคซีนรวมที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้ นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรใส่ใจให้วิตามินตามคำแนะนำของแพทย์ และรักษาตามอาการของโรค เช่น ให้น้ำเกลือ ยาระงับชัก แต่สุดท้ายเจ้าหมาน้อยแสนรักก็จะจากไปในที่สุด ดังนั้น การป้องกันโรคไข้หัดที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนให้กับสุนัขไว้ตั้งแต่ยังเล็กและฉีดสม่ำเสมอทุกปีเป็นดีที่สุด




โรคของสุนัขสายพันธ์พิทบลู

โรคร้ายที่ควรระวัง 
          โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) เป็นโรคที่พบได้กับ สุนัข แทบทุกสายพันธุ์ ไม่เว้นแม้แต่ อเมริกันพิทบูล สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Canine Distemper virus หรือ CDV RNA Virus Paramyxovirus การติดต่อ สามารถติดต่อทางระบบหายใจ จะติดทางน้ำมูก ขี้ตา น้ำลาย โดยหายใจเข้าไปหรือ หรือจากการสัมผัสอาการของโรค ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน อาการที่ปรากฎหลังได้รับเชื้อ จะมีไข้สูง เบื่ออาหาร เยื่อตาอักเสบ อาการดังกล่าวจะหายไปและจะกลับมา โดย สุนัข จะซึม เบื่ออาหาร จมูกแห้ง มีน้ำมูกและขี้ตาขุ่นเป็นหนอง ไอ คล้ายอาการของหวัด ปอดบวม อาเจียน ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ขาหลังเป็นอัมพาตและตายไปในที่สุด

          แต่ถ้ารักษาได้ไม่เสียชีวิต สุนัข ก็จะเป็นโรคนี้แบบเรื้อรัง ฝ่าเท้าจะหนา ผอม ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและมักจะตายในเวลาต่อมา แต่ใน สุนัข บางตัวที่ไม่ตาย จะใช้เวลารักษาหรือพักฟื้นนาน

          การป้องกันขั้นแรก คือการได้รับวัคซีนป้องกัน และวัคซีนรวมที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้ นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรใส่ใจให้วิตามินตามคำแนะนำของแพทย์ และรักษาตามอาการของโรค เช่น ให้น้ำเกลือ ยาระงับชัก แต่สุดท้ายเจ้าหมาน้อยแสนรักก็จะจากไปในที่สุด ดังนั้น การป้องกันโรคไข้หัดที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนให้กับสุนัขไว้ตั้งแต่ยังเล็กและฉีดสม่ำเสมอทุกปีเป็นดีที่สุด

วิธีเอาตัวรอดเมื่อ พิทบูล กัด หรือช่วยเหลือผู้อื่นที่ถูก พิทบูล ทำร้าย 
          * สิ่งแรก คือ ควรหลีกเลี่ยงไม่เดินผ่านบ้านที่เลี้ยง สุนัขดุ หรือถืออาวุธไว้ป้องกันตัวกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

          * หากถูก สุนัข กัดโดยเฉพาะพันธุ์ดุร้าย อย่าง อเมริกันพิทบูล หรือ ล็อตไวเลอร์ ให้ตั้งสติให้ดี รีบตะโกนเรียกให้คนช่วย

          *หลังจากนั้นให้ใช้ไม้งัดขากรรไกรของสุนัข ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการกัด ให้ขากรรไกรง้างออกเพื่อให้หลุกจากการถูกกัด เพราะสุนัขพันธุ์เหล่านี้มีขากรรไกรสั้นกว่าปกติ มีเขี้ยว และฟันใหญ่กว่าปกติ เป็นปัจจัยเพิ่มแรงกัดให้มีความรุนแรงมากขึ้น 

           * หากไม่ได้ผล ให้ใช้มือข้างที่ถนัดที่สุด เกร็งมือให้แข็งบีบลงไปที่บริเวณลำคอของ สุนัข ซึ่งเป็นส่วนคอหอย หลอดลม บีบให้แรงที่สุด และนานที่สุด ทำให้ สุนัข เกิดอาการสำลัก เพราะขาดอากาศหายใจ ทำให้มันต้องปล่อยเหยื่อที่กัดไว้ออก เพื่อสูดอากาศหายใจ ในระหว่างนี้ให้รีบหนีให้ไกลที่สุด หรือหาอาวุธมาตี สุนัข ให้บาดเจ็บ

          * ที่สำคัญ มีข้อห้ามที่ไม่ควรทำระหว่างที่ถูกกัดและมีอวัยวะในร่างกายคาอยู่กับปากสุนัข คือ ห้ามตี หรือทุบที่ลำตัว สุนัข เด็ดขาด เพราะจะยิ่งเพิ่มความโกรธ ความดุร้าย ทำให้ สุนัข เพิ่มแรงกัดมากขึ้น จะทำให้บาดเจ็บสาหัสมากขึ้น

          * หลังจากหลุดจากการถูก สุนัข กัดแล้ว ให้รีบล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดผสมสบู่ 3 รอบ และใช้ยาฆ่าเชื้อราดที่บาดแผล แล้วรีบพบแพทย์ทันที เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อใน สัตว์เลี้ยง ลูกด้วยนม โดยเฉพาะใน สุนัข และแมว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรค หากติดเชื้อทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงกรณี สุนัข กัดกันเองด้วย ให้ล้างทำความสะอาดแผล สุนัข เช่นเดียวกัน และรีบนำ สุนัข ไปฉีดวัคซีนป้องกันทันที


Beagle



ประวัติของสุนัขสายพันธ์บีเกิ้ล

          ถิ่นกำเนิด ประเทศอังกฤษ สุนัขพันธุ์บีเกิลเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่สุดพันธุ์หนึ่งในสุนัขกลุ่มล่า สัตว์ บิเกิลได้ถูกระบุเขียนถึงครั้งแรกเมื่อปี 1475 เมื่อเวลาเข้าป่าล่าสัตว์ พรานจะนำสุนัขพันธุ์นี้ไปเป็นฝูงเพื่อหาเหยื่อ สุนัขพันธุ์นี้ใช้ช่วยล่าสัตว์ทั่วโลกจริงๆ อย่างในซูดาน เอาไว้ล่าหมาป่าแจคเกิ้ล ทางตอนเหนือหนาวเย็นใช้ช่วยล่ากวาง ในอเมริกา แคนนาดาตอนนี้ใช้สุนัขพันธุ์บีเกิลเพื่อไปคาบนกที่ล่าได้นำกลับมาคืนเจ้าของ ขนาด มีน้ำหนัก 8-13 กิโลกรัม สูง 33-40.50 เซ็นติเมตร 


          ลักษณะ ทั่วไป สี มักมีขนสามสีบนตัว สีขาว ดำ น้ำตาล สีที่อกโดยมากเป็นสีขาว ส่วนสีดำกับสีน้ำตาลนั้นจะอยู่บนลำตัว และแผ่นหลังด้านใต้ท้องก็จะเป็นสีขาวเช่นกัน หัว ความยาวของกะโหลกจะสมส่วน กล่าวคือ ความยาวจากปลายจมูกถึงมุมปากจะเท่ากัน จากมุมปากถึงส่วนท้ายของกะโหลก รูปทรงของหัวจะมีกระหม่อมที่ไม่โค้งนูนมาก จะกว้างหน้าผากจะตั้งชัดเจน ใบหูยาวปกลง ขน สั้นตรง เท้า ขนาดกระทัดรัด แข็งแรง หาง ความยาวปานกลาง ค่อนข้างตรงชี้ขึ้น 



    ข้อดีของสุนัขพันธุ์นี้
    1. รักเด็ก รักสันติ
    2. ไม่ก้าวร้าวกับสุนัขอื่นๆ
    3. ฉลาด และช่างประจบ



บีเกิ้ล (Beagle) เป็นสายพันธุ์สุนัขมีถิ่นกำเนิดในประเทศสหราชอาณาจักร อยู่ในจำพวกกลุ่มสุนัขล่าเนื้อ(Hound) มีขนสั้นและหูปรก เป็นสุนัขที่มีประสาทด้านการดมกลิ่นเป็นเลิศ (scent hounds) ที่พัฒนาสายพันธ์ขึ้นมาครั้งแรก ด้วยจุดประสงค์เพื่อเป็นผู้ช่วยมนุษย์ ในกีฬาการล่าต่างๆ โดยเฉพาะการล่ากระต่าย


ด้วยประสาทด้านการดมกลิ่นที่ ไวมาก จึงได้มีการฝึกให้เป็นสุนัขตรวจสอบของผิดกฎหมาย อย่างเช่น ยาเสพติด วัตถุระเบิด ฯลฯ แต่บีเกิ้ลยังได้รับความนิยมในฐานะสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ด้วยขนาดตัวที่พอเหมาะ เป็นสุนัขอารมณ์ดี และสุขภาพแข็งแรงทนทานต่อโรค ด้วยคุณสมบัตินี้เอง บีเกิ้ลยังถูกใช้ในงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับสัตว์อีกด้วย 


สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลมีมากว่า 2000 ปีแล้ว และมีชื่อเสียงมากในยุคของพระนางอลิซาเบท (Elizabethan era) ซึ่งปรากฏในงานวรรณกรรม จิตรกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และหนังสือการ์ตูนเรื่องสนู๊ปปี้ (Snoopy) ก็เป็นบีเกิ้ลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก


มาตรฐานสายพันธ์ของสุนัขสายพันธ์บีเกิ้ล

มาตรฐานสายพันธุ์ บีเกิ้ล
  •     อุปนิสัย ร่าเริง ชอบล่าสัตว์ร่วมกันเป็นฝูง
  •     ส่วนหัว หัวกะโหลกค่อนข้างยาว ส่วนบนเป็นรูปโค้ง
  •     หู ฐานของหูอยู่ในระดับต่ำ ใบหูกว้าง หูยาว ถ้าดึงไปข้างหน้าจะยาวจรดจมูก ขนบริเวณหูนุ่ม     หูห้อยชิดแก้ม ปลายหูมน
  •     ตา มีขนาดใหญ่ มีแววตาเชื่อง ตาสีน้ำตาล
  •     ปาก (muzzle) มีความยาวปานกลาง สันปากตรง ริมฝีปากตึง
  •     จมูก รูจมูกกว้าง
  •     ฟัน ขบแบบกรรไกร
  •     ลำตัว สั้น เส้นหลังตรง
  •     คอ มีความยาวปานกลาง แข็งแรงไม่มีรอยย่นใด ๆ
  •     ลำตัวส่วนหน้า หัวไหล่ลาดเอียง ประกอบด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรง หัวไหล่มีขนาดพอเหมาะ ไม่     ใหญ่เทอะทะเกินไป
  •     อก กว้างและลึก มีขนาดสัมพันธ์กับข้อศอก เพื่อให้การเคลื่อนที่ของขาหน้ามีประสิทธิภาพ         ขาหน้า ตั้งตรง แข็งแรง กระดูกค่อนข้างใหญ่ 
  •     ข้อเท้าหน้าสั้น นิ้วเท้าชิดมองจากด้านหน้าขา หน้าทั้งสองขนานกันห่างกันพอเหมาะ
  •     เอว กว้าง โค้งเล็กน้อย
  •     สะโพก ประกอบด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรง ทำให้การเคลื่อนที่ของส่วนท้ายมีความมั่นคง
  •     ขาหลัง ข้อเท้าหลังแข็งแรง มองจากด้านหลัง ขาหลังทั้งสองข้างขนานกันและห่างกันพอ         เหมาะ
  •     หาง โคนหางอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างสูง หางตั้ง โค้งเล็กน้อย หางมีขนาดค่อนข้างสั้นเมื่อ         เทียบ กับขนาดของลำตัว ปลายหางขาว
  •     ขน-สี ขนสั้น แข็ง สีเหมือนสุนัขพันธุ์อื่น ๆ ในตระกูลฮาว์ด
  •     ขนาด แบ่งออกเป็นสองขนาดคือ BEAGLE 13 นิ้ว มีความสูงไม่เกิน 13 นิ้ว และ BEALGE     15 นิ้ว มีความสูงประมาณ 13-15 นิ้ว
  •     การเดิน-วิ่ง คล่องแคล่ว ปราดเปรียว


ข้อบกพร่องของสุนัขสายพันธ์บีเกิ้ล

ข้อบกพร่อง หนังบริเวณคอย่น คอสั้นเกินไป อกลีบ ลำตัวยาว เอวลีบ หางยาวเกินไป สูงเกิน 15 นิ้ว


    พฤติกรรมทั่วไป
    บีเกิ้ลเป็นสุนัขที่สุภาพ พวกมันค่อนข้างเป็นมิตร ไม่ดุร้ายเกินไปหรือเฉื่อยชาเกินไป ชอบอยู่กันเป็นกลุ่ม แม้ว่าจะพอใช้กันคนแปลกหน้าได้บ้าง แต่มันก็เชื่องคนง่ายเกินจึงไม่เหมาะที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน
แต่ว่ามันยังคงเห่าหรือหอนบ้าง เมื่อเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า
ในปี 1985 เบ็นและลิเน็ท ฮาท(Ben and Lynette Hart) ได้ทำการศึกษาบีเกิ้ล พร้อมกับสุนัขพันธุ์อื่นๆอย่าง ยอคเชียร์ เทอเรีย(Yorkshire Terrier)
    

   เคน ท์ เทอเรีย (Cairn Terrier) เวส ไฮด์แลนด์ ไวท์ เทอเรีย (West Highland White Terrier) ฟอกซ์ เทอเรีย(Fox Terrier) ผลออกมาว่าบีเกิ้ลเป็นสุนัขที่ฉลาด และเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนามาด้วยจุดประสงค์เดียว

    

คือให้เป็นนักล่ามาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝึกค่อนข้างยาก โดยทั่วไปเมื่อมันรับคำสั่งแล้ว จะสั่งยกเลิกได้ยาก และเมื่อมันจดจำกลิ่นหนึ่งได้ มักจะถูกกลิ่นอื่นรอบตัวเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย พวกมันจะไม่ค่อยยอมรับคำสั่งทั่วๆไป แต่ก็มีการตอบสนองต่ออาหารที่ดี มีความตื่นตัวสูง ช่างประจบ ในทางกลับกันก็เป็นสุนัขที่เบื่อง่าย บีเกิ้ลเป็นสุนัขที่เหมาะกับเด็กๆ จึงเป็นสุนัขที่นิยมเลี้ยงกันในครัวเรือน แต่ว่าพวกมันเป็นสุนัขที่อยู่เป็นฝูง เวลานำไปเลี้ยงจึงอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้


     ไม่ใช่บีเกิ้ลทุกตัวที่จะหอน แต่ส่วนมากจะเห่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งบางตัวจะเห่าหรือหอน เมื่อรับรู้ถึงกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ บีเกิ้ลยังเข้ากับสุนัขสายพันธุ์อื่นได้ง่าย พวกมันแข็งแรงมาก จึงวิ่งเล่นได้นานโดยที่ไม่เหนื่อยง่ายๆ



โรคของสุนัขสายพันธ์บีเกิ้ล

1.    Cherry eye

     เกิดจารการอักเสบทำให้เปลือกตาที่สามขยายใหญ่ขึ้นและยื่นออกมา น้องหมาจะไม่ค่อยรู้สึกรำคาญมากนัก แต่สำหรับผู้พบเห็นน้องหมาแล้ว อาจจะดูน่าเกลียด ไม่น่ารัก การรักษาอาจต้องใช้การผ่าตัด

2.   Keratoconjunctivitis Sicca โรคตาแห้ง

     โรคนี้ถือได้ว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงเพราะถ้าเจ้าของน้องหมาไม่ใส่ใจและดูแล ปล่อยปละละเลย อาจทำให้น้องหมาตาบอดได้ และโรคนี้เป็นโรคที่ทำให้น้องหมามีความเจ็บปวดอย่างมากด้วย ผู้ที่เลี้ยงน้องหมาควรใส่ใจให้มากๆนะครับ ส่วนสาเหตุของโรคตาแห้ง เกิดจากต่อมผลิตน้ำตาทำงานบกพร่องทำให้การผลิตน้ำหล่อเลี้ยงตาไม่เพียงพอ

3.  Glaucoma  ต้อหิน

     โรคต้องหินเกิดจากที่ของเหลวในลูกตาไม่สามารถไหลเวียนกลับเข้ากระแสเลือดได้ตามปกติ จึงทำให้เกิดแรงดันในลูกตามากขึ้นและทำเป็นอันตรายต่อประสาทตา และโรคต้อหินนี้เป็นอีกโรคหนึ่งที่จะทำให้น้องหมาตาบอดได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจเป็นพิเศษ
     โรคทางพันธุกรรมของน้องหมาพันธุ์บิเกิ้ล ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโรคที่เกี่ยวกับดวงตา เพราะฉนั้นผู้ที่เลี้ยงน้องหมาพันธุ์บีเกิ้ล จึงต้องใส่ใจ และดูแล เรื่องดวงตาของน้องหมาให้เป็นพิเศษ    นอกจากโรคทางพันธุกรรมแล้วก็ยังมีโรคอื่นๆอีกที่น้องหมาอาจจะสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นได้ เช่นโรคไต โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย วันหลังถ้าเขียนเกี่ยวกับน้องหมาแต่ละพันธุ์เสร็จแล้ว จะนำโรคต่างๆที่น้องหมาอาจจะเป็น และ อาการของโรค โดยรวมมาลงไว้นะครับ




St.Benard



ประวัติสุนัขสายพันธ์เซนต์เบอร์นาร์ด
          เซนต์เบอร์นาร์ด นั้เป็นสุนัขที่มีขนาดใหญ่มากมีขนหนา  มีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่  64-120 กิโลกรัม หรืออาจจะมากกว่านั้น  มีความสูงจากหัวไหล่มายังพื้น 70 – 90 เซนติเมตร ขนมีลักษณะยาวเรียบหน้า  หยาบ และจะหนามากบริเวณรอบๆคอลงมาที่ขา  ขนของเขาจะมีสีน้ำตาลแดง  สีเทา  สะดำ  และจะมีสีดำที่เบ้าตาทั้งสองข้าง และบริเวณหู  หางมีความยาวและตก นัยต์ตาจะมีสีดำ  สีฟ้า และสีน้ำตาล
          มีนิสัยร่าเริง  ใจดี จนได้รับเรียกว่านักบุญ  สามารถที่จะหาคนที่ถูกหิมะหรือว่าหายในพายุหิมะได้  โดยจะนำกระป๋องผูกที่คอมันแล้วเอาไปให้คนที่มันพบกินน้ำ และขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ  เป็นสุนัขที่มีจมูกไว  เมื่อก่อนนั้นสุนัขพันธุ์นี้มีความอ่อนแอ มีโรคภัยใข้เจ็บได้ง่ายไม่เหมือนสมัยปัจจุบัน เพราะว่ามีการผสมพันธุ์และปรับปรุงให้มีความเด่นมากขึ้นในปี 1865 นั้นเอง
          ในเมื่อก่อนนั้น  เซนต์เบอร์นาร์ด  มีประวัติศาสตรที่อยู่รวมกับสุนัข เกรทเทอร์ สวิสส์ เมาน์เทนด๊อก  นำไปใช้ในงานในไรในฟาร์มต่าง  ไว้ต้อนเกะหรือว่าสัตว์อื่นๆ  สามารถที่จะใช้ช่วยในการล่าสัตว์และยังช่วยผู้ประสบภัยจากหิมะได้ด้วย  สุนัขพันธุ์ถือได้ว่าสืบสายพันธุ์มาจาก molosser  โดยการมาในเทือกเขาแอลป์จากชาวโรมันโบราณและเซนต์เบอร์นาร์เป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของ Molossoid
          มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ว่า  เซนต์เบอร์นาร์ดได้เดินทางมากับพระนักบวชที่ Great St Bernard Pass ในปี 1707 และได้มีภาพวากจิตกรที่ฝาพนังไว้เป็นหลังฐานในตอนนั้น
          สุนัขเซนต์เบอร์นาร์ดที่มีชื่อเสียงมากที่สุด  เพราะว่าได้ช่วยเหลือชีวิตจากผู้ประสบภัยต่างๆไว้มาก  สุนัขตัวนี้มีชื่อว่า แบร์รี่ ได้ช่วยเหลือคนที่ประสบภัยได้ว่า 100 ชีวิต  มีอนุสาวรีย์  แบร์รี่  ตั้งอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ในกรุงเบิร์น
          สำหรับสายพันธุ์ดั้งเดิมของ เซนต์เบอร์นาร์ด นั้นมีความแตกต่างจากปัจจุบันมากเนื่องจากมีการผสมข้ามสายพันธุ์ ได้มีการก่อตั้งชมรมผู้เลี้ยงสุนันเซนต์เบอร์นาร์ด ในสวิช  เมื่อ 15 มีนาคม 1884
          สำหรับชื่อที่ใช้ตั้งนั้น ในปี 1810 ชายอังกฤษได้นำสุนัขในสถานที่พักคนเดินทางเข้าประเทศ เสริมพันธ์มาสตีฟ เดิมเป็นสายเหลือที่บอกว่าเป็นสุนัขของเทพเจ้ามีความศักดิ์สิทธ์ ในปี 1828 ให้มีการเรียกชื่อว่า  อัลเพลด็อก เมื่อก่อนั้นเป็นสุนัขที่เป็นขนสั้น  ต่อมามีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ดีขึ้น  และได้ถูกเรียกว่า  เซอร์เบอร์นาร์ด
           สุนัขพันธุ์นี้มีรูปร่างใหญ่กินจุมากเลยทีเดียว  แต่มีนิสัยที่เข้ากับเด็กได้ดีขี้เล่น  แต่มีอายุเพียงประมาณ 10 ปีเท่านั้น

ลักษณะนิสัยของสุนัขสายพันธ์เซนต์เบอร์นาร์ด
ลักษณะนิสัยของเซ็นต์เบอร์นาร์ด ได้มีการถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นและถือเป็นลักษณะเด่นของสายพันธุ์ นั่นคือ ความเป็นมิตร ความภักดี รักสนุก อ่อนโยน สง่างาม ซื่อสัตย์และนุ่มนวล โดยเฉพาะกับเด็กๆ สุนัขเซ็นต์เบอร์นาร์ดมีความฉลาดและไว้ใจได้
บุคลิคของเซ็นต์เบอร์นาร์ดมีตั้งแต่เงียบขรึมและอยู่ไม่สุข เป็นสายพันธุ์ที่ชอบการฝึกฝน หากได้รับการพาเข้าสังคมตั้งแต่เด็กจะมีประสบการณ์ที่ดี มีลักษณะทางอารมณ์ที่ไม่ตื่นกลัว หวาดระแวง สุนัขพันธุ์นี้ไม่ใช่สุนัขอารักขา ผู้นำไปเลี้ยงจะคาดหวังให้เข้าปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินมิได้ เซ็นต์เบอร์นาร์ดบางตัวมนุษยสัมพันธ์ดี จนอาจพาขโมยเข้าบ้านได้ แต่สัญชาตญาณการเห่าเพื่อระวังภัยยังมีอยู่ เมื่อเซ็นต์เบอร์นาร์ดเห่าเจ้าของเพื่อให้เจ้าของรู้ว่ามีความผิดปกติภายในบ้าน หากมีแขกของเจ้าของบ้าน หลังจากเห่าทักทายสักพักสุนัขก็พร้อมจะเป็นมิตรกับแขก และยอมให้ลูบหัวลูบหางทักทายได้ 
ลูกสุนัขเซ็นต์เบอร์นาร์ดเมื่อยังเล็ก (แต่ตัวโต) ก็ยังคงซุกซนเช่นหมาเด็กทั่วไป แต่ความซุกซนจะลดลง เมื่อโตขึ้น เนื่องจากสรีระที่ใหญ่โตขึ้น การเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว หลังจากอายุครบ 24 เดือน กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งวัน ของเซ็นต์เบอร์นาร์ดจะใช้เวลาในการนอน เจ้าของจึงต้องกระตุ้นให้เค้าลุกออกไปเดินเล่นบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี


อาหารและการเลี้ยงดู สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด

          สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด จะเติบโตอย่างรวดเร็วในขวบปีแรก จนดูงุ่มง่ามในบางครั้งคุณควรต้องคอยดูแลน้ำหนัก ของลูกสุนัขไม่ให้เพิ่มเร็วมากเกินไป เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงกดและเป็นภาระต่อกระดูกและข้อต่อที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ โดยให้ลูกสุนัขออกกำลังกายด้วยการเล่นขณะอยู่บ้าน แต่ต้องมีรั้วบ้านที่แข็งแรง และสูงอย่างน้อย 2 เมตร 

          และด้วยขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารของ สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด เขาจึงเป็นสุนัขที่กินอาหารมาก เรียกว่า ถ้าคิดจะเลี้ยงล่ะก็ ต้องเลี้ยงให้สุด ทั้งเรื่องอาหาร ความเป็นอยู่ กินก็ต้องดีไม่อย่างนั้น จะมีปัญหาเรื่องไขข้อ เรื่องสุขภาพ นอนก็ต้องนอนห้องแอร์เพราะขนเยอะ รายละเอียดยุบยิบแบบนี้ ใครที่คิดจะเลี้ยงเจ้าสุนัขพันธุ์นี้นอกจากจะมีความพิศวาทเป็นทุนเดิมแล้ว ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับภาระอันใหญ่หลวงและสามารถเลี้ยงเขาให้ดีได้หรือไม่ จะได้ไม่เป็นปัญหาตามมาภายหลัง

โรคและการป้องกัน

          สุนัข เซนต์เบอร์นาร์ด มักมีปัญหาในเรื่องสุขภาพ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตเร็วมาก ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก หากไม่ได้กินอาหารที่ถูกต้อง การเลี้ยงแบบไม่ถูกสุขลักษณะ สารอาหารไม่เหมาะสม และการไม่ได้ออกกำลังกาย สาเหตุเหล่านี้ล้วนทำให้อายุมันสั้นและเจ็บกระเสาะกระแสะ กินเงินเจ้าของ  โดยมีโรคประจำพันธุ์ เซนต์เบอร์นาร์ด คือ โรคข้อ โรคผิดปกติของตา โรคลมบ้าหมู โรคหัวใจ ฯลฯ

โรคข้อสะโพกเสื่อม โรคนี้จะเป็นปัญหาที่พบกันค่อนข้างมาก อาการแรกเริ่ม สุนัข จะมีอาการเจ็บปวดขาหลังเวลาเดิน จึงไม่ชอบขยับเขยื้อน อาการจะมากขึ้นจนสุนัขไม่ยอมลุกขึ้นมาเดินอีกเลย ลักษณะจะแตกต่างกับอาการเจ็บขาธรรมดา คือ ถ้าสุนัขเจ็บขาธรรมดาจะเจ็บข้าง เดียวแต่ถ้าเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมจะเจ็บทั้ง 2 ข้าง สาเหตุอาจเกิดจากได้จากสายพันธุ์ และพันธุกรรม ซึ่งในส่วนของพันธุกรรม ก็คือความเสี่ยงต่อโรคที่สุนัขมีอยู่เป็นทุนเดิม ประกอบกับความไม่รู้ของผู้เลี้ยง อาหารที่ให้สุนัขกินจึงไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงต้องดูแลเรื่องอาหาร ปรับความสมดุลทางโภชนาการ ให้กินอาหารที่หลากหลาย สุนัขที่โตเต็มที่แล้วควรให้อาหารแค่วันละมื้อ

โรคลมบ้าหมู  จะทำให้สุนัขชักบ่อยๆ และควบคุมการทรงตัวไม่ได้ การแก้ไขเบื้องต้น ควรหาสถานที่ให้สุนัขอยู่อย่างสงบในห้องที่มืดๆ จนกว่าอาการชักจะทุเลาลง ในระหว่างที่สุนัขชักอย่าได้เข้าไปจับตัวเด็ดขาด เพราะมันอาจหันมากัดได้  ทั้งนี้ ยารักษาโรคลมบ้าหมูอาจช่วยลดอาการชักให้น้อยลงได้ แต่ควรปรึกษาการใช้ยาจากสัตวแพทย์ สำหรับสาเหตุของโรคชักเกิดจากพยาธิในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ

โรคหัวใจ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ หรือความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งอาการของสุนัขที่มีปัญหาโรคหัวใจจะมีอาการซึมเศร้า  น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือกินอาหารได้น้อยลง ท้องกาง ไอแห้งๆ และมักไอเวลากลางคืน มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรง   หายใจลำบาก เหงือกซีด  เป็นลมหมดสติ ทั้งนี้ สุนัขที่เป็นโรคหัวใจ สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ แต่จะต้องดูแลเรื่องการให้ยาอย่างใกล้ชิด ควรงดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้สัตว์เหนื่อย เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น และสิ่งสำคัญคือ ระวังในเรื่องการให้อาหารและน้ำที่มีส่วนผสมของเกลือ ต้องมีปริมาณเกลือต่ำ 

อย่างไรก็ตาม โรคหัวใจบางชนิดสามารถป้องกันได้อย่างเหมาะสม เช่น ฉีดวัคซีนโรคพยาธิหนอนหัวใจอย่างสม่ำเสมอ และไม่ขยายพันธุ์สุนัขที่เป็นโรคหัวใจ เนื่องจากโรคหัวใจบางชนิดอาจถ่ายทอดทางกรรม พันธุ์ได้ และหากสุนัขแม่พันธุ์เป็นโรคหัวใจ จะมีความเสี่ยงในระหว่างการคลอดลูกด้วย นอกจากนี้การดูแลรักษาช่องปากในสุนัขก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากสุนัขมีหินปูนมาก หรือมีการอักเสบในช่องปากอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคติดเชื้อในหัวใจได้

โรคต้อกระจก มักเกิดกับ สุนัข ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยจะมองเห็นแก้วตามีลักษณะขุ่นขาว ซึ่งสุนัขยังพอมองเห็นได้ แต่ถ้าแก้วตาขุ่นเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้มองไม่เห็น เนื่องจากแสงไม่สามารถผ่านเข้าไปยังจอรับภาพได้ ทั้งนี้สาเหตุเป็นเพราะโรคเบาหวาน หรือได้รับบาดเจ็บ มีแผลที่ตา อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกอาจจะพบได้ในสัตว์อายุน้อยตั้งแต่เกิดจนถึง 3 ปี เนื่องจากเป็นมาตั้งแต่เกิด สำหรับการรักษา ควรรีบพาสุนัขของคุณไปพบสัตวแพทย์